AbOuT Ser.Alex

posted on 16 Dec 2009 18:48 by mossyyou
ครั้งหนึ่ง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยพูดว่าเหตุผลที่เขาย้ายจาก อเบอร์ดีน มายัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เพราะเขาต้องการรับรู้ถึง “ความเจ็บปวดและทรมานในการสร้างทีมใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง” การย้ายมายังถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1986 เฟอร์กี้ ก็ได้พบกับความเจ็บปวดอย่างที่ต้องการ เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี เขาไม่สามารถนำถ้วยแชมป์ใดๆ ติดมือมาเลย แต่ 4 ปีนั้นก็มีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างโดยรวมของสโมสร เมื่อไปยังหลังฉาก มองออกไปนอกแสงสปอตไลท์ จะพบว่าผู้จัดการทีมกำลังมุ่งมั่นทำงานภาคสนามอยู่ งานซึ่งในไม่ช้าจะทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้พบกับช่วงเวลาที่ล่ำค่าที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา และนี่คือบทสัมภาษณ์พิเศษ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตอนที่ 1 ซึ่งเขาพูดถึงการทำทีมในช่วงแรกๆ ของเขาในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด

คุณเข้าใกล้นัดที่ 1000 ของคุณเข้าไปทุกทีแล้วและคุณก็ได้รับอะไรๆ มากมายตลอด 18 ปีใน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แล้วอะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนให้คุณทำงาน?
“อืม...มันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างง่าย เมื่อคุณเข้าสู่การจัดการทีมฟุตบอล คุณต้องมีคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งนั้น นั่นคือความมุ่งมั่น ความพยายามและความเสียสละ ถ้าคุณไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้แล้วคุณย่อมไม่ได้รับโอกาส ผมเริ่มงานนี้เมื่ออายุ 32 ปี และผมไม่เชื่อว่าผมได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อถือเหล่านั้นไป”

“ผมคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ผมอยู่มากว่า 30 ปี ในฐานะผู้จัดการทีม การจัดการสโมสรนี้ยิ่งทำให้มันง่ายขึ้น ทั้งมาตรฐานของสโมสร ประวัติศาสตร์และแฟนๆ ยิ่งทำให้สร้างแรงจูงใจได้ง่ายขึ้น คุณไม่ได้กำลังทำงานอยู่กับทีมพาร์ทไทม์ เล็กๆ ที่อยู่ท้ายตารางในลีกสกอตแลนด์ นะ คุณกำลังทำงานให้กับทีมระดับนานาชาติ เป็นที่รู้จักทั่วโลกและมีผู้ให้การสนับสนุนอย่างล้นหลาม สิ่งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้รับการสนับสนุนนั้นจะทำให้คุณขับเคลื่อนไปได้เสมอ”

กับความคาดหวังมากมายรอบๆ สโมสร มันยากแค่ไหนในการทำทีมช่วงปีแรกๆ ที่ไม่มีทั้งความสำเร็จและถ้วยแชมป์ใดๆ เลย?
“อืม...เรารู้ว่าเราต้องสร้างสโมสรฟุตบอลไม่ได้เพียงแต่ทีมฟุตบอล สำหรับอำนาจการดูแลของผมคือการมีสโมสรฟุตบอลอยู่เสมอ ไม่ใช่ทีมฟุตบอล ดังนั้นงานหนักก็จะเริ่มจากการจัดโครงสร้างของสโมสรใหม่ ขยายเครือข่ายแมวมองของเรา การฝึกซ้อมนักเตะอายุน้อยและการพัฒนาพื้นฐานของพวกเขา เมื่อพวกเขามาถึงสโมสร ทุกคนในสโมสรมีความเต็มใจอย่างยิ่งที่ได้ทำเช่นนี้ เมื่อผมและ อาร์ชี่ น็อกซ์ (ผู้ช่วยของเขา) เริ่มทำงานเราก็มองว่านี่ล่ะคือภารกิจหลักของเรา “

คุณพัฒนาทีมเยาวชนของสโมสรอย่างไร?
“หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมได้ทำก็คือ ผมได้พา เลส เคอร์ชอว์ มายังสโมสร (ผู้ซึ่งกลายเป็นแมวมองทีมเยาวชน และในขณะนี้เข้าเป็น Academy Director ) เขาน่าอัศจรรย์มาก เขามีแรงขับเคลื่อนอย่างที่คุณต้องการในตำแหน่งนี้ เขามีความอบอุ่นและมีความกระตือรือร้นในงานของเขา เขารักในสิ่งที่เขาทำ เขาเริ่มจัดการระบบแมวมองใหม่ทั้งหมด จากนั้นผมก็ดึง ไบรอัน คิดด์ เข้ามาเป็นแมวมองในท้องถิ่น ไบรอัน รู้จักพื้นที่ รวมทั้งแมวมองในแถบนี้ทั้งหมด และด้วยเหตุนี้ทำให้เราได้นักเตะอย่าง พอล สโคลส์, นิคกี้ บัตต์ และ สองพี่น้อง เนวิลล์”

“ในตอนนั้น ไรอัน กิ๊กส์ ได้มาอยู่กับเราแล้ว การได้ตัวเขามายังสโมสรเป็นภารกิจหลักอันดับแรกของผมเลยล่ะ เขาฝึกซ้อมอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเขาก็สมัครใจที่จะเซ็นสัญญาอยู่ที่นั่น แต่ผมก็เชิญเขาและพ่อของเขามาที่สโมสร รวมทั้งในหลายๆ เทศกาล อาร์ชี่ และผมหรือไม่ก็ โจ บราวน์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พัฒนาทีมเยาวชนในขณะนั้น ก็เดินทางไปหาเขาที่บ้านเพื่อพูดคุยกับพ่อและแม่ของเขา พยายามเชิญชวนให้เขามาร่วมทีมยูไนเต็ด เราค่อยๆ ดำเนินการไปทีละขั้น”

สำหรับคุณแล้ว เห็นได้ชัดเลยมั๊ยว่ามาตรฐานของทีมพัฒนาขึ้น?
“การฝึกซ้อมเด็กๆ จากทั่วประเทศทำให้เราได้ระดับที่จะทำให้นักเตะมีคุณภาพที่ดีขึ้น คุณภาพของนักเตะอายุน้อยของเราไปจนถึงจุดที่เราเริ่มที่จะทำให้นักเตะบางคนที่มีความสามารถในระดับหนึ่งต้องผิดหวังบ้างแล้ว นั่นเป็นเพราะมาตรฐานของเราดีขึ้น และดีขึ้นเรื่อยๆ”

“นักเตะหนุ่มที่เซ็นสัญญากับสโมสรมีข้อสงสัยอยู่เสมอ เช่น ผมจะมีความสุขกับที่นี่มั๊ย? และ “ผมจะได้รับโอกาสให้ลงเล่นหรือเปล่า?” มันเป็นคำถามที่ยากต่อผู้จัดการทีม แต่ในช่วงต้นปี 90 เราก็แข็งแกร่งมากขึ้น และในที่สุดเราก็ได้แชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ ในปี 1992 หลังจากที่พวกเขาได้เห็นทีมชุดใหญ่คว้าแชมป์นี้เมื่อปี 1990 และคว้าแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1991 และสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้กระบวนการสร้างสโมสรของเราเร็วขึ้น”

คุณบอกว่าต้องมีความ อุตสาหะในการเป็นผู้จัดการทีม คุณคงต้องมีตัวอย่างมาบอกบ้างสิ...
“สิ่งที่ผมเห็นได้ก็คือความต้องการที่ยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องสำหรับสโมสร ความอยากที่จะไปให้ถึงจุดๆ นั้น ผมและ อาร์ชี่ น็อกซ์ ได้ทำงานหนักมากมาย ทุกสิ่งสร้างรอยจารึกไว้ให้จดจำ ผมจำการประชุมกับแมวมองของทีมทุกคนในสัปดาห์แรกของการทำงานได้ และผมได้บอกกับพวกเขาว่า ‘ผมไม่สนใจนักเตะที่เก่งที่สุดในถนน แต่ผมสนใจนักเตะที่เก่งที่สุดในเมือง’ และก็ยังคงเป็นเช่นนั้นในวันนี้ เราไม่ต้องการให้แมวมองสนใจเพียงแต่เด็กหนุ่มที่เล่นเก่งบนถนนของเขาเท่านั้น เราต้องการให้พวกเขาออกไปมองในสนาม และมองหานักเตะอายุน้อยที่เก่งที่สุด พูดจริงๆ แล้วแมวมองของเราทำงานได้ดีมากๆ เรามีแมวมองที่เยี่ยมจริงๆ”

“ผมยังจำ โจ บรัมสกิล จากทางตะวันออกเฉียงเหนือได้ เขาเป็นแมวมองที่เยี่ยมมาก ทอม คอร์เลสส์ ก็เป็นแมวมองในท้องถิ่น และเขาเป็นผู้นำ พอล สโคลส์ และ นิคกี้ บัตต์ เข้ามา เขาเป็นแมวมองที่ดีจริงๆ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พวกเขาทั้งสองจากไปหลายปีมาแล้ว มีเรื่องราวดีๆ ที่เกี่ยวกับ โจ บรัมสกิล ก่อนหน้าที่ผมจะมาที่นี่ ทีมสต๊าฟโค้ชยังไม่มีส่วนร่วมในการเลือกนักเตะหนุ่มๆ มันถูกทิ้งให้เป็นหน้าที่ของแมวมอง ผมจึงบอกว่า ‘มันไม่เพียงพอหรอก เราทุกคนต้องมีส่วนร่วม’ หลังจากนั้นในสนามฝึกซ้อมก็จะมีทั้งเหล่าสต๊าฟโค้ชและแมวมองด้วย เริ่มตั้งแต่สำนักงานเล็กๆของเราที่ถนนลิตเติ้ลตัน ไปจนถึงที่ เดอะ คลิฟฟ์ ผมจำได้เสมอว่าเด็กหนุ่มจากตะวันออกเฉียงเหนือได้เข้ามาร่วมฝึกซ้อมซึ่งมีประมาณ 40 คนในครั้งนั้น บางคนก็บอกว่าเด็กๆ ยังทำได้ไม่ดีนัก บางคนก็บอกว่าพวกเขายังเร็วไม่พอ แต่ โจ ก็แย้งว่า ‘คิดดูนะ คุณเฟอร์กูสัน ยังไงแล้วผมก็รู้ว่าเด็กๆ เหล่านี้เก่งกว่าพวกคุณทุกคนในนี้ด้วยซ้ำ’ (หัวเราะ) เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”

แล้ว ณ จุดไหนที่คุณรู้ว่านักเตะหนุ่มๆ ในปี 92 พร้อมและมีความสามารถพอที่จะบดบังรัศมีของทีมอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จ?
“มันเป็นจุดที่คุณจะไม่มีทางรู้จนกว่าจะให้พวกเขาเริ่มเล่นในทีมชุดใหญ่ ความหวังแรกของคุณก็คือการนำพาพวกเขาให้เล่นในทีมชุดใหญ่ให้ได้ แต่มันก็เป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับนักเตะในทีมชุดใหญ่ เมื่อคุณเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมไป 10 ปี แล้วก็มีนักเตะหนุ่มบางคนเข้ามาแทนที่คุณ แต่ยังไงแล้วกระบวนการก็ต้องเป็นไป”

“ตอนนั้นผมจำได้ว่า อลัน แฮนเซ่น และ แกรี่ กิลเลสพี เล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ผมต้องเดินทางไปลอนดอนในนัดที่เราเล่นกับพวกเขา แล้วผมก็โทรหา อิริค แฮร์ริสัน เพื่อถามถึงผมการแข่งขัน แล้วเขาก็บอกผมว่า ‘มันเป็นฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย เราเอาชนะ ลิเวอร์พูล 5-0 และ อลัน แฮนเซ่น ก็ยิงเข้าประตูตัวเอง’ หลังจากนั้นทีมก็ไม่แพ้ใครไปจนถึง 2 นัดสุดท้ายของฤดูกาลที่เราแพ้ทั้ง 2 นัด แต่ก็เนื่องมาจากเราต้องเล่น เอฟเอ ยูธ คัพ ในช่วงเวลานั้นด้วย ในฤดูกาลนั้นเป็นช่วงเวลาที่แสดงเห็นว่าพวกเขาจะกลายเป็นสิ่งพิเศษในอนาคต”

edit @ 16 Dec 2009 19:07:44 by Beyond God like

Comment

Comment:

Tweet

เม้นๆๆ

มาเม้นให้

บล๊อกดูดีเหมือนลิง

55+

#19 By supreeya on 2009-12-29 21:33

ไปแล้วนะอาจม่ายเลนแล้ว
SAY HI!!! ชายลิง (โถ้ด่าอีกแระ)
SAY HI!!! จุ๊บจุ๊บ (แอ๊บอีก)
SAY HI!!! MAN U (ว่ากันเข้าไป)
SAY HI!!! เจลล้างมือ (เหม็นมากๆๆ)
SAY BYE !!! ลาก่อนแระพบกัลใหม่ (ไปดีมาดีเหน้อ)
cry cry cry cry cry cry cry cry
say HI !!!
P-LiNGsad smile sad smile sad smile sad smile sad smile
ถ้าทำตัวดีๆกว่านี้

ลองหาข้อเสียในตัวเองดู

เด๋วคนนั้นของแกจะกลับมา

เชื่อดิ question

#15 By White Dragon on 2009-12-20 20:26

ดีจ้าา !!

#14 By White Dragon on 2009-12-19 21:33

เม้นๆนะ

แวะมาเม้นให้จ้าาา

#13 By supreeya on 2009-12-19 20:55



ขอบจายย

#12 By White Dragon on 2009-12-19 20:35

ก้อ ok จร้า and u ? อ่อ ! i see ~ big smile

#11 By Grandchaze on 2009-12-19 19:00

เจ้าจงบ้าบอลต่อไป
MAN U MAN U MAN U MAN U
มาเม้นหาเค้าบ่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนร้า
เอาจายช่วยคร้าquestion question question
หาแฟนไวไวไวไวไวไวไวเหน๋อ
โทษทีมายค่อยด้ายเข้าน่ะ
Thanks for ment na umm....who r u ? ^^big smile

#5 By Grandchaze on 2009-12-17 21:33

อ่านะ

ไม่อยากเลยอ่ะ

TT

#4 By White Dragon on 2009-12-17 19:56

หึหึ มันแน่อยุ่แระ
เตรียมตัวแระ และเนี่ยเพลงอาราย
หึ
Manchester United Buddy Dude (ผู้หญิงทุกคนที่เข้ามา เป็นเเฟนกับเจ้าของบลีอกเถอะ)

55 5 question
ชื่อบล็อกเทอ ออ !!

Ps. เเร้วเเฟนเทอล่ะข๊ะ ? ..
เอาปัยวั้ยไหนเเร้ น embarrassed

#2 By ยัยต๊อ งง !! ^O^ on 2009-12-16 19:50

วู้ ~ confused smile
เม้นเเรกอีกเเร้ว วว
55 5

: p

#1 By ยัยต๊อ งง !! ^O^ on 2009-12-16 19:47